
โรคกระดูกพรุน สามารถป้องกันได้ เนื่องจากว่า ทุกวันนี้ คนเราเริ่มมีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคต่างๆ มากมาย วิธีการที่สุดที่จะไม่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เราจะต้องมีความรู้ และหาแนวทางการป้องกันเพื่อไม่ให้ป่วยเป็นโรคต่างๆ เหล่านี้ได้ าดูกันเลยจ้าว่า โรคกระดุกพรุนนั้น คืออะไร แลพะสามารถป้องกันได้ อย่างไรบ้าง

โรคกระดูกพรุนคืออะไร
โรคกระดูกพรุน คือสภาวะที่ความหนาแน่นของกระดูกลดลง และโครงสร้างของกระดูกเสื่อมลง ทำให้กระดูกเปราะบาง และมีโอกาสที่จะหักหรือยุบตัวได้ง่าย พบบ่อยในผู้สูงอายุหรือหญิงวัยหมดประจำเดือน
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน มีด้วยกันหลายปัจจัย ดังนี้
- ผู้ที่อยูในวัยสูงอายุ โดยเฉพาะเพศหญิง
- มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคนี้
- หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง
- หญิงผิวขาวหรือชาวเอเชีย เคลื่อนไหวน้อย หรือไม่ออกกำลังกาย
- คนที่มีรูปร่างเล็ก ผอม
- กินอาหารที่มีแคลเซี่ยมน้อย
- อาหารที่มีไขมันมาก และขัดขวางการดูดซึมแคลเซี่ยม
- สูบบุหรี่จัด
- เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน เช่น กาแฟ น้ำชา ในปริมาณ มากๆ เป็นประจำ
- ผู้ที่กินยาบางชนิด ซึ่งทำให่กระดูกซึมเข้าสู่แคเซี่ยมลดลง เช่น ยารักษาไทรอยด์ ยาพวกสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น
- ผู้ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานของต่อมไร้ท่อผิดปกติ เช่น โรคไทรอยด์ โรคเบาหวาน โรคของต่อมหมวกไต หรือการเข้าเฝือกเป็นระยะเวลานาน โรคอัมพฤกษ์-อัมพาต
อาการของโรคกระดูกพรุ่น
อาการของโรคกระดูกพรุ่น ระยะแรกมักไม่มีอาการแสดง เมื่อเป็นมากจึงจะมีอาการดังนี้
- ปวดหลัง ปวดตื้อๆ ตำแหน่งที่ปวดไม่ชัดเจน และอาจปวดร้าวไปด้านหลังได้
- หลังโก่ง-ค่อม ความสูงลดลง
- กระดุกเปราะบาง หักง่ายกว่าคนปกติ
การป้องกันโรคกระดูกพรุน
ในคนปกติ ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกจะเพิ่มขึ้นช่วงสูงสุดในอายุ 20-35 ปี หลังอสยุ 40 ปี ความหนาแน่นขแงเนื้อกระดูกจะลดลงทั้งชายและหญิง ดังนั้น จึงควรเสริมสร้างให้เนื้อกระดูกแข็งแรงตั้งแต่วัยเด็ก โดยปฏิบัติดังนี้
- กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย มีปริมาณแคลเซี่ยมและวิตามินเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัย ซึ่งปกติควรได้รับแคลเซี่ยมอ่างน้อยที่สุด ประมาณวันละ 800-1,000 มิลลิกรัม อาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง ได้แก่ นม และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม น้ำปู กุ้งแห้ง ปลาร้าผง ปลาเ็กปลาน้อยที่กินทั้งกระดูก ถั่วแดงหลวง งาดำถั่วต่างๆ เต้าหู้ ผักใบเขียวต่างๆ เช่น ผักโขม บรอคโคลี่ ผักคะน้า ใบชะพล ใบยอ เป็นต้น
- ควรลดอาหารที่มีไขมันมาก เนื่องจากไขมันจะขักขวางกสนดูดซึมแคลเซี่ยม
- ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี สม่ำเสมอ เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เพศ และวัย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันวันละ 30 นาที เช่น วิ่งเหยาะๆ แอโรบิค เต้นรำ เป็นต้น
- ควรงดสูบบุหรี่ ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ และคาเฟอีน เช่น กาแฟ น้ำชา เป็นต้น
- ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะว่ายาบางชนิดมีผลให้การดูดซึมแคลเซี่ยมเข้าสู่ร่างกายลดลง เช่น ยารักษาไทรอยด์ ยาพวกสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก www.happyoppy.com

