โรคคอตีบ สามารถป้องกันได้

banner01

โรคคอตีบ สามารถป้องกันได้ โรคคอตีบ หรือ ดิพทีเรีย เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลัน ของระบบทางเดินหายใจ  ซึงทำให้เกิดอาการอักเสบ มีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นในลำคอ และอุดหลอดลม ในร้ายที่รุนแรงแรงจะมีการตีบตันของทางเดินหายใจ บางรายอาจจะเป็นอันตราย จากพิษของเชื้อถึงตายได้นะ

 

โรคคอตีบ สามารถป้องกันได้
โรคคอตีบ สามารถป้องกันได้

 

สาเหตุของการเกิดโรคคอตีบ

โรคคอตีบ เกิจากเชื้อแบคทีเรีย (Corynebacterium dipheiae) ซึ่งมีรูปทรงแท่ง และย้อมติดสีแกรมบวก มีสายพันธุ์ที่อาจทำให้เกิดพิษ (toxogenic) และไม่ทำให้เกิดพิษ (nontoxogenic) พิาที่ถูกขับออกมาจะชอบไปที่กล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท ทำใหเกิดการอักเสบ ซึ่งถ้ารุนแรงก็อาจทำให้ตายได้

 

อาการที่แสดงออกมา

หลังระยะฟักตัวจะเริ่มมีอาการไข้ต่ำๆ มีอาการคล้ายหวัดในระยะแรก มีอาการไอเสียงก้อง เจ็บคอ เบื่ออาหารในเด็กโต อาจจะบ่นเจ็บคอคล้ายกับคออักเสบ บางราย อาจจะพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโตด้วย เมื่อตรวจพบในคอพบแผ่นเยื่อสีขาวปนเทาติดแน่นอยู่บริเวณทอนซิล และบริเวณลิ้นไก่ แผ่นเยื้อนี้เกิดจากพิษที่ออกมาทำให้มีการทำลายของเนื้อเยื่อ และอาจจะทำให้เกิดมีการตายของเนื้อเยื้อที่ทับซ้อนกันเกิดขึ้น และจะเกิดเป็นแผ่นเยื่อ (Membrane) ติดแน่นกับเยื่อบุในลำคอ

ส่วนตำแหน่งที่พบว่ามีการอักเสบและมีแผนเยื่อได้ คือ

  • ในจมูก ทำให้น้ำมูกของเราปนเลือดเรื้อรัง และมีกลิ่นเหม็น
  • ในลำคอ และที่ทอนซิล ซึ่งแผ่นเยื้ออาจจะเลยลงไปในหลอดคอ จะทำให้ทางเดินหายใจตีบตัน หายใจลำบาก อาจจะถึงตายได้นะ
  • ตำแหน่งอื่นๆ ได้แก่ ที่ผิวหนัง เยื่อบุตา ในช่องหู

 

นอกจากนี้แล้ว การที่เราเป็นโรคคอตีบ อาจจะมีโรคต่างๆ ที่แทรกซ้อนมาได้นะ

 

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น

  • ทางเดินหายใจตีบตัน
  • กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
  • ปลายประสาทอักเสบ ทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อ

 

การรักษาของโรคคอตีบ

  • การให้ diphtheria antitoxin(DAT)* เมื่อแพทย์ตรวจและสงสัยว่า เป้นโรคคอตีบ จะต้องรีบให้ DAT โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ไปทำลาย exotoxin ก่อนที่จะเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ และปลายประสาท ทั้งนี้ โดยไม่ต้องรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ขนาดของ DAT ที่ให้อยู่ระหว่าง 10,000-20,000 หน่วย โดยพิจารณาตามความรุนแรงของโรค

หมายเหตุ *การให้ antitoxin ต้องทำ skin test

  • ให้ยาปฏิชีวนะ เพนนิซิลิน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 14 วัน ถ้าแพ้เพนนิซิลิน ให้ erythromycin แทนยาปฏิชีวนะ จะไปทำลายเชื้อ C. diphtheriae
  • เด็กที่มีโรคแทรกซ้อนจากการอุดกลั้นจากทางเดินลมหายใจ จะต้องได้รับการเจาะคอ เพื่อช่วยให้หายใจได้ ส่วนโรคแทรกซอนทางหัวใจ และทางเส้นประสาท ให้รักษาประคับประคองตามอาการโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ นับเป็นสาเหตุสำคัญของการตายในโรคคอตีบ
  • เด็กทีเป็นโรคหอตีบ จะต้องพักเต็มที่อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นปลายสัปดาห์ 2

 

แนวทางในการป้องกัน

  • แยกผู้ป่วยโรคคอตีบออกจากผู้อื่นอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หลังเริ่มมีอาการ หรือตรวจเพาะเชื้อไม่พบเชื้อแล้ว 2 ครั้ง เพราะผู้ป่วยจะมีเชื้อดังกล่าวอยู่นจมูก ลำคด ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ดังนั้น จึงต้องแยกออกจากคนอื่นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่หายจาหโรคคอดีบแล้ว อาจไม่มีภูมิคุ้มกันโรคเกิดขึ้นเต็มที่ จึงอาจเป็นโรคคอตีบซ้ำเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้น จึงต้องใช้วัคซีนป้องกันโรค แก่ผู้ป่วยที่หายแล้วทถุกคน
  • สำหรับผู้ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดโรคได้สูง หากไม่มีภูมิคุ้มกันโรค ดังนั้น ผู้ใกล้ชิดก็ควรไปพบแพทย์ด้วย โดยแพทย์อาจจะให้ยาปฏิชีวนะมาทานป้องกันก่อน หรือฉีดยาให้มีภูมิคุ้มกัน แม้จะไม่มีอาการป่วยเลยก็ตาม ทั้งนี้ ควรดูแลตนเองให้มีสุขภาพที่แข็งแรง อย่าสัมผัส หรือใกล้ตัวผู้ป่วย อย่าใช้ข้าวของเครื่องใช้ร่วมกัน รวมทั้งจะมีการใช้หน้ากากอนามัยมาปิดปากปิดจมูกด้วย เพือป้องกันการระบาดและการติดเชื้อ
  • ในเด็กทั่วไป วิธีป้องกันโรคคอตีบที่ดีที่สุด นั่นก็คือ การฉีดวัคฉีนโรคคอตีบ เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ซึ่งจะได้ผลดีของเด็กเล็ก

 

 

ขอขอบคุรข้อมูลดีๆ จาก www.ddc.moph.co.th และ www.health.kapook.com






banner01




คุณคิดอย่างไรบอกเพื่อน ๆ ได้นะ

comments